ประเด็นข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนรั่วไหลยังคงเป็นคำถามสำคัญของสังคม แม้ฝ่ายรัฐบาลจะชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าว **ไม่ใช่การถูกแฮกระบบ** แต่เป็นเพียงกรณี **ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน (Credential) รั่วไหล** จนมีผู้ไม่หวังดีนำไปใช้เข้าสู่ระบบได้

อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงดังกล่าวไม่ได้ทำให้ข้อกังวลของประชาชนหมดไป เพราะไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากการเจาะระบบ หรือการนำรหัสผ่านที่รั่วไหลไปใช้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ **ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้หลุดออกไปแล้ว**

นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการใช้บัญชีผู้ใช้งานที่รหัสผ่านรั่วไหล ไม่ใช่การแฮกระบบโดยตรง พร้อมอธิบายว่าควรแยกความแตกต่างระหว่าง "ระบบถูกแฮก" กับ "Credential Leak" ซึ่งเป็นการใช้สิทธิ์ของบัญชีผู้ใช้งานจริงในการเข้าสู่ระบบ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ชี้ว่า ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด หากข้อมูลประชาชนรั่วไหลออกไป ย่อมถือเป็นเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศที่ต้องมีการตรวจสอบหาสาเหตุ ประเมินผลกระทบ แจ้งเตือนผู้ได้รับผลกระทบ และกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

ขณะเดียวกัน สังคมยังคงตั้งคำถามว่า **เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนรั่วไหลออกไปแล้ว หน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และรัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยา รวมถึงป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกอย่างไร**

#NEWS1 รายงาน