
เกิดคำถามที่กระทรวงกลาโหมอาจต้องชี้แจงต่อสาธารณะ หลังการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาของ **พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม** พร้อมคณะ ระหว่างวันที่ 2–9 สิงหาคม 2569 มีการเปิดเผยความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะการผลักดัน **การจัดตั้งโรงงานผลิตอากาศยานไร้คนขับ หรือ UAV ในประเทศไทย**
ข้อมูลที่เปิดเผยระบุว่า ฝ่ายไทยมีความประสงค์ผลักดันการจัดตั้งโรงงานผลิต UAV ให้เป็น **โครงการนำร่องตามร่าง Roadmap ที่ได้รับการอนุมัติหลักการแล้ว**
ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดคำถามว่า **กลาโหมไทยไปหารือหรือตกลงเรื่องนี้กับสหรัฐฯ กันมาตั้งแต่เมื่อใด?**
เพราะหากเรื่องเดินมาถึงขั้นมี **Roadmap และได้รับการอนุมัติหลักการแล้ว** ย่อมแสดงว่าแนวคิดดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด แต่ต้องมีกระบวนการหารือและจัดทำรายละเอียดมาก่อนหน้านั้นระดับหนึ่ง
คำถามจึงอยู่ที่ว่า **Roadmap ฉบับนี้จัดทำขึ้นเมื่อใด ใครเป็นผู้จัดทำ ใครเป็นผู้อนุมัติหลักการ สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนไหน และสิ่งที่ได้รับอนุมัติไปแล้วมีขอบเขตมากน้อยเพียงใด**
โดยเฉพาะเมื่อเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงโครงการผลิตโดรนเพื่อการเกษตรหรือกิจการพลเรือน แต่ถูกผลักดันอยู่ภายใต้กรอบ **อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและความร่วมมือด้านความมั่นคงไทย-สหรัฐฯ**
ระหว่างการเยือนครั้งนี้ คณะของปลัดกระทรวงกลาโหมยังเดินทางไปยัง **ฐานทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯ ควอนติโก** เพื่อชมการสาธิตการใช้ระบบอากาศยานไร้คนขับในการดำเนินกลยุทธ์ รวมถึงโครงการ **LUCAS – Low-Cost Unmanned Combat Attack System** ซึ่งเป็นระบบโจมตีแบบไร้คนขับต้นทุนต่ำ
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า **ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าโรงงาน UAV ที่ฝ่ายไทยต้องการผลักดันจะเป็นโรงงานผลิต LUCAS** หรือผลิตระบบโจมตีชนิดใดโดยเฉพาะ การเดินทางไปชม LUCAS กับโครงการโรงงาน UAV จึงยังไม่ควรถูกสรุปว่าเป็นโครงการเดียวกันจนกว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติม
แต่ประเด็นที่ใหญ่กว่านั้น คือ **การตั้งโรงงานผลิตโดรนทางทหารในประเทศไทยมีความหมายแตกต่างจากการซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ มาใช้งาน**
หากโครงการเกิดขึ้นจริง จะต้องมีรายละเอียดตั้งแต่เจ้าของเทคโนโลยี ผู้ลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี ชิ้นส่วนและห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงคำถามว่า ผลิตเพื่อกองทัพไทยเท่านั้น หรือประเทศไทยจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของฐานการผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในภูมิภาคด้วย
และเรื่องนี้ยิ่งละเอียดอ่อน เมื่อประเทศไทยต้องรักษาความสัมพันธ์กับ **จีน** ซึ่งเป็นทั้งคู่ค้ารายสำคัญ หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และประเทศที่ไทยมีความร่วมมือด้านความมั่นคงและการจัดหายุทโธปกรณ์มายาวนาน
ด้านหนึ่ง ไทยเป็นพันธมิตรทางทหารเก่าแก่ของสหรัฐฯ และมีสถานะ **Major Non-NATO Ally** แต่อีกด้านหนึ่ง ไทยก็รักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนมาโดยตลอด
ดังนั้น หากไทยกำลังจะขยับจากการเป็น **ผู้ซื้ออาวุธสหรัฐฯ** ไปสู่การเป็นพื้นที่ผลิตระบบทางทหารที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหรัฐฯ จริง ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่า **จะส่งผลต่อการรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ กับจีนของประเทศไทยหรือไม่**
อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปว่า **การตั้งโรงงาน UAV เท่ากับประเทศไทยเลือกข้างสหรัฐฯ** และยังไม่มีหลักฐานสาธารณะที่แสดงว่าสหรัฐฯ ได้ตกลงตั้งโรงงานในไทยแล้ว สิ่งที่เปิดเผยคือ **ฝ่ายไทยประสงค์จะผลักดันโครงการดังกล่าวตาม Roadmap ที่ได้รับอนุมัติหลักการแล้ว**
นั่นจึงทำให้คำว่า **“อนุมัติหลักการแล้ว”** กลายเป็นหัวใจของเรื่องที่ควรได้รับคำอธิบาย
ประชาชนควรได้รับทราบว่า **ใครเป็นผู้อนุมัติ อนุมัติเมื่อใด อนุมัติเรื่องอะไร และมีการหารือกับฝ่ายสหรัฐฯ ไปถึงขั้นไหนแล้ว** รวมถึงโรงงานดังกล่าวจะเป็นของไทย เป็นการร่วมทุน หรือเป็นการผลิตภายใต้เทคโนโลยีและเงื่อนไขของสหรัฐฯ
เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้ประเทศไทยสามารถผลิตยุทโธปกรณ์ได้เอง อาจสร้างประโยชน์ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และความมั่นคง แต่หากโครงการดังกล่าวผูกพันกับยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน
ท้ายที่สุด คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า **“ไทยจะมีโรงงานผลิตโดรนหรือไม่”** แต่อยู่ที่ว่า **กลาโหมไทยไปตกลงหรือหารืออะไรกับสหรัฐฯ มาถึงขั้นไหนแล้ว เหตุใด Roadmap จึงได้รับการอนุมัติหลักการไปแล้ว และประเทศไทยจะรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ กับจีนอย่างไร**
#NEWS1 รายงาน




