ปัญหากากอุตสาหกรรมและขยะต้องสงสัยในพื้นที่ภาคตะวันออกถูกตั้งคำถามขึ้นมาอีกครั้ง หลัง **สุเมธ เหรียญพงษ์นาม** ลงพื้นที่สำรวจจุดที่ระบุว่าอยู่ในเขต **ป่าสงวนแห่งชาติป่าแควระบมและป่าสียัด** และเผยแพร่ภาพกองวัสดุและขยะจำนวนมาก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ามีการนำวัสดุใหม่เข้ามาทิ้งเพิ่มเติม แม้พื้นที่ดังกล่าวจะเคยเกิดไฟไหม้มาแล้ว

จากคลิปที่สุเมธเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เขาระบุว่าได้กลับเข้าไปสำรวจพื้นที่อีกครั้ง และพบทั้งซากวัสดุจากกองเดิมที่เคยเกิดเพลิงไหม้ รวมถึงกองวัสดุที่เขาเชื่อว่า **เพิ่งถูกนำเข้ามาทิ้งใหม่**

บางจุดยังมีร่องรอยควันจากการเผาไหม้ ขณะที่สุเมธบรรยายระหว่างลงพื้นที่ว่า กลิ่นในบริเวณดังกล่าวมีความฉุนจนรู้สึกอึดอัดและหายใจไม่สะดวก

อีกประเด็นสำคัญคือวัสดุที่ถูกเรียกกันในพื้นที่ว่า **“ดินแจกฟรี”**

สุเมธนำวัสดุดังกล่าวขึ้นมาให้ดูผ่านกล้อง พร้อมอธิบายว่า ภายนอกมีลักษณะคล้ายดิน แต่เมื่อแห้งสามารถแตกตัวเป็นผงและฟุ้งกระจายได้ โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าภายในอาจมีวัสดุจากกระบวนการบดย่อย เช่น เศษจากการบดย่อยสายไฟและวัสดุอื่นปะปนอยู่

หากข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นจริง ประเด็นนี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนว่า **สิ่งที่ถูกนำมาทิ้งคืออะไร มีองค์ประกอบทางเคมีชนิดใด และเข้าข่ายกากอุตสาหกรรมหรือของเสียอันตรายตามกฎหมายหรือไม่**

เพราะการดูด้วยตาเปล่าไม่สามารถยืนยันได้ว่าวัสดุเหล่านี้เป็นของเสียอันตรายชนิดใด การเก็บตัวอย่างตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะให้คำตอบ

สุเมธยังเชื่อมโยงปัญหานี้ไปยังโรงงานในพื้นที่ **ต.เกาะสมบูรณ์ จ.ฉะเชิงเทรา** โดยกล่าวหาว่ามีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมบดย่อยสายไฟ และตั้งข้อสงสัยถึงความเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการอุตสาหกรรมกับวัสดุที่พบในพื้นที่

นอกจากนี้ยังกล่าวถึง **กลุ่มทุนจีน** โดยอ้างว่ามีการเข้ามาซื้อที่ดินและตั้งโรงงานในพื้นที่ และตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นอาจมีความเกี่ยวข้องกัน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง **“โรงงานทุนจีนเป็นผู้ลักลอบนำขยะมาทิ้ง” ยังเป็นข้อกล่าวหาและข้อสังเกตจากผู้เปิดเผยข้อมูล** จำเป็นต้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบเส้นทางของเสีย เอกสารการขนส่ง ผู้ครอบครองพื้นที่ และโรงงานต้นทางก่อน จึงจะสามารถระบุผู้รับผิดชอบได้อย่างเป็นทางการ

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าจับตามองมากขึ้นคือ สุเมธระบุว่า จุดที่พบกองวัสดุอยู่ในพื้นที่ **ป่าสงวนแห่งชาติป่าแควระบมและป่าสียัด** ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของภาคตะวันออก

หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเขตป่าสงวนจริง และวัสดุที่ปรากฏในคลิปเป็นกากอุตสาหกรรมที่ถูกนำมาทิ้งโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็จะเกิดคำถามทันทีว่า **ของเสียปริมาณมากสามารถถูกขนเข้าไปถึงพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างไร ใครเป็นผู้ขน ใครเป็นเจ้าของของเสีย และเหตุใดจึงไม่มีการสกัดกั้นก่อนเกิดปัญหา**

โดยเฉพาะเมื่อสุเมธอ้างว่า จุดดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดปัญหาครั้งแรก แต่เคยมีกองวัสดุและเกิดเพลิงไหม้มาก่อน และในการลงพื้นที่ล่าสุดยังพบสิ่งที่เขาระบุว่าเป็น **“ของใหม่”** ถูกนำเข้ามาทิ้งเพิ่มเติม

หากเป็นเช่นนั้นจริง คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่า **ใครเป็นคนทิ้ง**

แต่ต้องถามต่อไปว่า **หลังเกิดเหตุครั้งก่อน หน่วยงานใดเข้าตรวจสอบ มีการเก็บตัวอย่างหรือไม่ พบสารอะไร ใครเป็นเจ้าของกากของเสีย มีการดำเนินคดีกับใคร และเหตุใดจึงยังมีการนำวัสดุเข้ามาทิ้งในพื้นที่ได้อีก**

เพราะปัญหากากอุตสาหกรรมไม่ได้จบลงเมื่อรถบรรทุกเทของเสียลงจากรถ

หากมีโลหะหนัก สารเคมี หรือสารอันตรายปะปนอยู่จริง สารเหล่านั้นอาจแพร่กระจายผ่านฝุ่น ลงสู่ดิน แหล่งน้ำผิวดินหรือน้ำใต้ดิน และส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนโดยรอบได้ในระยะยาว

เรื่องนี้จึงควรมีการตรวจสอบร่วมกันทั้ง **กรมป่าไม้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม หน่วยงานสิ่งแวดล้อม ฝ่ายปกครอง และตำรวจ** เพื่อพิสูจน์ให้ชัดตั้งแต่สถานะของพื้นที่ ชนิดและปริมาณของวัสดุ ไปจนถึงการติดตามย้อนกลับหาแหล่งกำเนิด

รวมถึงตรวจสอบข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึงโรงงานและกลุ่มทุนต่างชาติอย่างตรงไปตรงมา หากไม่เกี่ยวข้องก็ต้องชี้แจงให้ชัด แต่หากพบหลักฐานเชื่อมโยง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่จัดการเฉพาะกองขยะที่ปลายทาง

เพราะภาพกองวัสดุปริมาณมหาศาลที่ปรากฏกลางพื้นที่ซึ่งถูกระบุว่าเป็นป่าสงวน กำลังนำไปสู่คำถามสำคัญต่อหน่วยงานรัฐว่า

**หากมีการลักลอบขนกากอุตสาหกรรมเข้าไปทิ้งซ้ำแล้วซ้ำอีก รถบรรทุกเข้าออก กองของเสียเพิ่มขึ้น และเคยเกิดไฟไหม้มาแล้ว — เหตุใดระบบตรวจสอบของรัฐจึงไม่สามารถหยุดปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง?**

คำตอบของเรื่องนี้จึงต้องมากกว่าการเข้าไปตรวจพื้นที่หลังมีประชาชนเปิดโปง แต่ต้องสาวกลับไปให้ถึงว่า **ขยะมาจากไหน ใครเป็นเจ้าของ และใครเป็นคนนำมาทิ้ง**

**ขอบคุณข้อมูลและภาพ : เฟซบุ๊ก สุเมธ เหรียญพงษ์นาม**

#NEWS1 รายงาน