
สถานการณ์พลังงานโลกกลับมาอยู่ในภาวะตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อความหวังที่จะเปิด **ช่องแคบฮอร์มุซ** หนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ที่สุดของการขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก เริ่มเผชิญทางตัน หลังอิหร่านยืนยันว่าจะยังไม่เปิดเส้นทางยุทธศาสตร์แห่งนี้จนกว่าสหรัฐฯ จะยอมรับเงื่อนไขของเตหะราน ขณะเดียวกันมีรายงานใหม่ว่า ฝ่ายอิหร่านไม่ต้องการทำข้อตกลงกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพร้อมใช้ยุทธศาสตร์ “รอ” ไปจนถึงการเปลี่ยนผู้นำสหรัฐฯ ในปี 2029
สถานการณ์พลิกกลับอย่างรวดเร็ว เพราะก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างเคยส่งสัญญาณว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซกำลังใกล้เข้ามา โดยมีโอมานทำหน้าที่เป็นตัวกลาง
AP รายงานเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมว่า อิหร่านและโอมานมีความคืบหน้าในการจัดทำข้อตกลงที่จะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากสำเร็จอาจช่วยคลี่คลายสงครามและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงช่วยบรรเทาวิกฤติพลังงานที่กดดันเศรษฐกิจโลกมาหลายเดือน
แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
AP รายงานล่าสุดวันที่ 10 สิงหาคมว่า อิหร่านยืนยันว่าจะยังไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนกว่าสหรัฐฯ จะยอมรับเงื่อนไขของเตหะราน โดยข้อเรียกร้องสำคัญมีทั้งการยกเลิกการปิดกั้นท่าเรือของอิหร่าน การผ่อนคลายหรือยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และประเด็นการชดเชยความเสียหายจากสงคราม
แต่ฝั่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมีจุดยืนตรงกันข้าม โดยเรียกร้องให้อิหร่านเป็นฝ่ายจ่ายค่าชดเชยแก่สหรัฐฯ จากความเสียหายและผู้เสียชีวิตที่วอชิงตันกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำของอิหร่านตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
จากความหวังว่าจะได้ข้อตกลง จึงกลายเป็นการยื่นเงื่อนไขสวนทางกัน และทำให้โอกาสเปิดฮอร์มุซในระยะสั้นกลับมามืดมนอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากว่า ฝ่ายอิหร่านมีแนวคิด **ไม่เดินหน้าเจรจากับรัฐบาลทรัมป์อีกต่อไป** และพร้อมรักษายุทธศาสตร์ปัจจุบันเอาไว้จนกว่าวาระของทรัมป์จะสิ้นสุดลงในวันที่ 20 มกราคม 2029 ก่อนพิจารณาการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่
หากแนวทางนี้กลายเป็นนโยบายของรัฐบาลอิหร่านจริง ก็เท่ากับเกิดคำถามใหญ่ทันทีว่า แล้ว **ช่องแคบฮอร์มุซจะต้องอยู่ในสภาพถูกปิดหรือจำกัดการเดินเรือต่อไปอีกเกือบ 3 ปีหรือไม่**
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า ณ ขณะนี้ สำนักข่าวหลักอย่าง Reuters และ AP **ยังไม่ได้รายงานว่าอิหร่านประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซจนถึงปี 2029**
สิ่งที่ได้รับการยืนยันชัดเจนกว่าคือ อิหร่านยังไม่ยอมเปิดฮอร์มุซโดยปราศจากข้อตกลงที่ตอบสนองเงื่อนไขของตน ส่วนการ “รอทรัมป์หมดวาระ” เป็นรายงานเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การเจรจาของฝ่ายอิหร่าน
ดังนั้นคำว่า **“ฮอร์มุซส่อปิดยาว 3 ปี”** จึงเป็นการตั้งคำถามถึงผลที่จะตามมาหากการเจรจาถูกแช่แข็งจนถึงปี 2029 ไม่ใช่การประกาศกำหนดระยะเวลาปิดช่องแคบอย่างเป็นทางการ
แต่เพียงความเสี่ยงที่ฮอร์มุซอาจไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ก็เพียงพอที่จะทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
เหตุผลคือ ก่อนเกิดสงคราม น้ำมันและก๊าซที่มีสัดส่วนประมาณ **หนึ่งในห้าของการค้าโลก** เคยไหลผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์แห่งนี้ ขณะที่วิกฤติที่ผ่านมาได้ทำให้ปริมาณพลังงานจากตะวันออกกลางที่ออกสู่ตลาดโลกลดลงอย่างรุนแรง
ผลกระทบไม่ได้จบอยู่ที่ราคาน้ำมันดิบ
เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันและ LNG ต้องเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และต้นทุนการขนส่งก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ก่อนถูกส่งต่อไปยังราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าของประเทศผู้นำเข้าพลังงานทั่วโลก
Reuters เคยรายงานว่า หลังวิกฤติอิหร่านปะทุขึ้น ค่าขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปจีนเคยพุ่งจากประมาณ **130,000 ดอลลาร์ต่อวัน เป็นมากกว่า 500,000 ดอลลาร์ต่อวัน** ในช่วงที่สถานการณ์รุนแรงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าฮอร์มุซไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางทหาร แต่สามารถส่งแรงกระแทกโดยตรงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก
สำหรับประเทศในเอเชียซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อย่อมหมายถึงความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผลกระทบก็อาจลามไปถึงเงินเฟ้อ ต้นทุนการขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน
วันนี้คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า **“อิหร่านกับสหรัฐฯ จะตกลงกันได้หรือไม่”**
แต่กลายเป็นว่า หากเตหะรานตัดสินใจว่าไม่ต้องการทำข้อตกลงกับทรัมป์ และเลือกใช้ยุทธศาสตร์รอจนสหรัฐฯ มีผู้นำคนใหม่ในปี **2029** จริง โลกจะต้องรับมือกับความไม่แน่นอนของช่องแคบฮอร์มุซอีกนานเพียงใด
เพราะหากเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานแห่งนี้ยังไม่กลับมาเดินเรืออย่างเต็มรูปแบบ สิ่งที่ต้องจ่ายราคาอาจไม่ใช่เพียงสหรัฐฯ หรืออิหร่าน แต่คือระบบเศรษฐกิจและผู้บริโภคทั่วโลก
จากความหวังเมื่อไม่กี่วันก่อนว่า วิกฤติฮอร์มุซกำลังจะเห็นทางออก วันนี้สถานการณ์กลับมาสู่คำถามเดิมอีกครั้งว่า **โลกกำลังเผชิญวิกฤติพลังงานระยะยาว และอาจต้องรอไปจนถึงการเปลี่ยนผู้นำสหรัฐฯ ในปี 2029 จริงหรือไม่**
#NEWS1 รายงาน




