“ชามตราไก่ลำปาง” หรือชื่อที่ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์อย่างเป็นทางการว่า “ชามไก่ลำปาง” หนึ่งในสินค้าที่สร้างชื่อให้จังหวัดลำปางมายาวนาน กำลังเผชิญการแข่งขันอย่างหนักจากเซรามิกราคาถูกจากจีน ขณะที่ฐานอุตสาหกรรมเซรามิกของจังหวัดหดตัวลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมเซรามิกลำปางที่เปิดเผยในช่วงปี 2567 ระบุว่า ชามตราไก่ที่ผลิตในลำปางมีต้นทุนขั้นต่ำประมาณ 20 บาทต่อใบ ขณะที่สินค้าจากจีนที่มีรูปลักษณ์และลวดลายใกล้เคียงกัน สามารถทำราคาต่ำสุดประมาณ 5 บาทต่อใบ หรือแตกต่างกันประมาณ 4 เท่า

ความแตกต่างด้านราคากลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อผู้ผลิตไทย โดยเฉพาะโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กที่ต้องรับภาระทั้งค่าแรง วัตถุดิบ พลังงาน และต้นทุนการผลิต ขณะที่ผู้ผลิตจีนมีข้อได้เปรียบจากฐานการผลิตขนาดใหญ่ สามารถผลิตสินค้าในปริมาณมากและลดต้นทุนต่อหน่วยลงได้

ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ยังสะท้อนให้เห็นขนาดของคู่แข่ง โดยในปี 2024 จีนเป็นผู้ส่งออกเซรามิกสำหรับใช้บนโต๊ะอาหารและเครื่องครัวรายใหญ่ที่สุดของโลก มูลค่า 579.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 24.63% ของตลาดส่งออกโลก ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 4 มูลค่า 139.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นั่นหมายความว่า ผู้ผลิตเซรามิกลำปางไม่ได้กำลังแข่งขันกับสินค้านำเข้ารายย่อยเท่านั้น แต่ต้องเผชิญกับฐานการผลิตของประเทศที่ครองตลาดส่งออกเซรามิกประเภทนี้มากที่สุดในโลก

ขณะเดียวกัน ฐานอุตสาหกรรมเซรามิกของลำปางเองกลับหดตัวลงอย่างน่าจับตา จากข้อมูลภาคอุตสาหกรรมที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ลำปางเคยมีโรงงานและผู้ประกอบการเซรามิกประมาณ 328–330 แห่ง แต่จากการสำรวจช่วงปลายปี 2566 พบผู้ประกอบการที่ยังดำเนินกิจการจริงประมาณ 89 แห่ง เท่านั้น

การลดลงของผู้ประกอบการจำนวนมากไม่ได้เกิดจากสินค้าจีนเพียงปัจจัยเดียว แต่เป็นผลสะสมจากหลายปัญหา ทั้งวิกฤตโควิด กำลังซื้อที่ลดลง ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่สินค้าจีนราคาถูกเข้ามาเพิ่มแรงกดดันด้านการแข่งขัน ทำให้ผู้ผลิตท้องถิ่นที่มีต้นทุนสูงกว่าอยู่แล้วเผชิญสถานการณ์ยากลำบากยิ่งขึ้น

อีกประเด็นสำคัญคือ “ชามไก่ลำปาง” เป็นสินค้า GI หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ จึงมีความแตกต่างจากชามลายไก่ทั่วไป เพราะสินค้า GI เชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิด กระบวนการผลิต และอัตลักษณ์ของพื้นที่

และข้อมูลล่าสุดจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ยิ่งน่าจับตา เมื่อประกาศรายชื่อผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI “ชามไก่ลำปาง” ครั้งที่ 741 ปรากฏผู้ได้รับอนุญาตเพียง 1 ราย

เมื่อวางตัวเลขดังกล่าวไว้ข้างสถานการณ์อุตสาหกรรมเซรามิกของลำปาง ภาพที่เกิดขึ้นจึงน่ากังวลไม่น้อย ด้านหนึ่งผู้ประกอบการเซรามิกของจังหวัดลดลงจากกว่า 300 แห่งจนเหลือหลักสิบตามการสำรวจที่ผ่านมา ขณะที่อีกด้านหนึ่งสินค้าราคาถูกจากจีนสามารถทำราคาต่ำกว่าต้นทุนของผู้ผลิตท้องถิ่นหลายเท่า

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเซรามิกลำปางยังคงเดินหน้าต่อ ล่าสุดในปี 2569 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลำปางยังร่วมผลักดัน งานลำปางเซรามิกแฟร์ ครั้งที่ 38 เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการและสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับอุตสาหกรรมเซรามิกของจังหวัด

โจทย์สำคัญจึงอาจไม่ใช่การพยายามลดราคาชามลำปางจากต้นทุนประมาณ 20 บาท ลงไปแข่งขันกับสินค้าจีนที่สามารถทำราคาได้ประมาณ 5 บาท เพราะหากแข่งขันกันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว ผู้ผลิตท้องถิ่นของไทยย่อมเสียเปรียบตั้งแต่ต้น

ทางรอดจึงอยู่ที่การสร้างมูลค่าให้ความแตกต่างของสินค้าไทย ทั้งงานฝีมือ อัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ การออกแบบ และระบบ GI รวมถึงทำให้ผู้บริโภคสามารถแยกออกอย่างชัดเจนว่า อะไรคือ “ชามไก่ลำปาง GI” อะไรคือชามลายไก่ที่ผลิตในประเทศไทย และอะไรคือสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

เพราะสิ่งที่กำลังแข่งขันกันไม่ได้มีเพียงชามสองใบที่ราคาต่างกัน 4 เท่า แต่คือการแข่งขันระหว่าง ฐานการผลิตท้องถิ่น ภูมิปัญญาและแรงงานของลำปาง กับระบบการผลิตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จากต่างประเทศที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุน

จากเมืองเซรามิกที่เคยมีผู้ประกอบการกว่า 300 แห่ง ก่อนลดลงเหลือหลักสิบตามข้อมูลสำรวจ และล่าสุดยังปรากฏผู้ได้รับอนุญาตใช้ตรา GI “ชามไก่ลำปาง” ในประกาศของกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพียง 1 ราย สถานการณ์นี้จึงเป็นสัญญาณที่ควรจับตามองอย่างใกล้ชิด

เพราะหากวันหนึ่งคนไทยยังสามารถเดินเข้าร้านแล้วซื้อ “ชามลายไก่” ได้ในราคาถูก แต่โรงงาน ช่างฝีมือ และฐานการผลิตในลำปางกลับลดจำนวนลงเรื่อย ๆ สิ่งที่ประเทศไทยกำลังสูญเสียอาจไม่ใช่เพียงส่วนแบ่งตลาด แต่คือ ภูมิปัญญา อาชีพ และอัตลักษณ์ของลำปางที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน

#NEWS1 รายงาน