เกิดข้อพิพาทเรื่องที่ดินขึ้นอีกครั้งในจังหวัดเลย เมื่อ ไทกร พลสุวรรณ เปิดเผยผ่านเพจส่วนตัวถึงกรณีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้เข้าปิดประกาศบริเวณ วัดร่มโพธิธรรม ต.หนองหิน อ.หนองหิน จ.เลย ให้พระสงฆ์ แม่ชี และผู้ปฏิบัติธรรมออกจากพื้นที่ ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องสถานะที่ดินและกระบวนการบังคับคดี

ประเด็นนี้ยิ่งได้รับความสนใจ เพราะพื้นที่วัดและบริเวณใกล้เคียงมีประวัติการใช้ประโยชน์มายาวนาน โดยไทกรกล่าวถึงพื้นที่ศาสนสถานในบริเวณดังกล่าวว่ามีมาตั้งแต่ช่วง พ.ศ.2480 กว่าๆ หรือคิดเป็นระยะเวลาจนถึงปัจจุบันเกือบ 90 ปี

ล่าสุด ไทกรได้ทำหนังสือถึง สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเลย เพื่อขอให้ตอบข้อกฎหมายสำคัญว่า ภายใต้ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากพื้นที่ดังกล่าวมีสถานะเป็นที่ดินของวัด เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถดำเนินการยึดหรือบังคับให้นำที่ดินกลับไปอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ได้หรือไม่ และต้องดำเนินการผ่านขั้นตอนใด

เรื่องนี้มีที่มาจากคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ วัดร่มโพธิธรรม ซึ่งไทกรระบุว่า มีพื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติประมาณ 400 ไร่ และอีกกว่า 300 ไร่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ ส.ป.ก.

แต่สิ่งที่ไทกรตั้งคำถามคือ เหตุใดพื้นที่ที่มีสถานะเป็นป่าสงวนจึงปรากฏอยู่ท่ามกลางพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชน

ตามคำอธิบายของไทกร พื้นที่โดยรอบในปัจจุบันมีทั้งทุ่งนา ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง และหมู่บ้าน ไม่ได้มีสภาพเป็นผืนป่าต่อเนื่อง อีกทั้งยังอยู่ใกล้ถนนมะลิวัลย์ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักเชื่อมระหว่างจังหวัดเลยกับจังหวัดขอนแก่น

ไทกรอธิบายย้อนถึงที่มาของปัญหาว่า ในอดีตมีมติให้กรมป่าไม้ส่งมอบพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมบางส่วนให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. เพื่อนำไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกร

แต่พื้นที่บางส่วนไม่สามารถนำไปจัดเป็นแปลงเกษตรได้ เนื่องจากมีลานหิน หินดาน และโขดหินอยู่ใกล้ผิวดิน บางจุดขุดลงไปเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตรก็พบชั้นหิน ทำให้ไม่เหมาะสำหรับการปลูกข้าว อ้อย หรือมันสำปะหลัง

ไทกรระบุว่า พื้นที่ลักษณะดังกล่าวมีอยู่เป็นหย่อมๆ รวมหลายพันไร่ และเมื่อ ส.ป.ก.ไม่สามารถนำไปปฏิรูปจัดสรรได้ จึงมีการคืนพื้นที่กลับไปยังกรมป่าไม้ ส่งผลให้พื้นที่บางส่วนยังมีสถานะเกี่ยวข้องกับป่าสงวนแห่งชาติ แม้สภาพจริงจะอยู่ท่ามกลางพื้นที่เกษตรกรรมก็ตาม

อย่างไรก็ตาม สถานะทางกฎหมายของพื้นที่ต้องพิจารณาจากคำพิพากษา แผนที่แนบท้าย เขตป่าสงวน เขต ส.ป.ก. และเอกสารของหน่วยงานรัฐเป็นหลัก ส่วนคำอธิบายเรื่องสภาพพื้นที่ดังกล่าวเป็นข้อมูลและข้อโต้แย้งที่ไทกรนำมาเปิดเผย

แต่จุดที่กำลังกลายเป็นคำถามใหม่คือ การที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้เข้าไป ปิดประกาศให้พระสงฆ์ แม่ชี และผู้ปฏิบัติธรรมออกจากพื้นที่วัด

ไทกรเปิดเผยว่า ได้มีการสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเลยว่า การเข้าปิดประกาศของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามอำนาจหรือคำสั่งของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเลยหรือไม่

โดยไทกรอ้างว่า มีการบันทึกเสียงคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่เอาไว้ และได้รับคำตอบในลักษณะว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่ได้ทำภายใต้อำนาจของกรมบังคับคดี

นอกจากนี้ ไทกรยังอ้างข้อมูลจากการสอบถามว่า กระบวนการบังคับคดียังมีประเด็นเกี่ยวกับการชี้ตำแหน่งพื้นที่ว่า ส่วนใดเป็นเขตป่าไม้ และส่วนใดเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.

หากข้อมูลดังกล่าวเป็นจริง จึงเกิดคำถามทันทีว่า ประกาศที่กรมป่าไม้นำไปติดบริเวณวัด ใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับใด และมีความสัมพันธ์กับการบังคับคดีตามคำพิพากษาอย่างไร

นี่เป็นเหตุผลที่ไทกรนำเรื่องเข้าสอบถามสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเลย เพื่อให้มีคำตอบอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่สุดว่า เมื่อเกี่ยวข้องกับ ที่ดินของวัดและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 กระบวนการบังคับคดีสามารถดำเนินการได้ในลักษณะเดียวกับที่ดินทั่วไปหรือไม่

เรื่องนี้จึงยังไม่ควรจบเพียงภาพเจ้าหน้าที่นำประกาศไปติดแล้วให้พระและแม่ชีออกจากพื้นที่ เพราะยังมีข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงอีกหลายชั้นที่ต้องทำให้กระจ่าง

ทั้ง แนวเขตป่าสงวน แนวเขต ส.ป.ก. สถานะของที่วัด อำนาจของกรมป่าไม้ และอำนาจของกรมบังคับคดี

โดยเฉพาะเมื่อศาสนสถานในพื้นที่ดังกล่าวมีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ช่วง พ.ศ.2480 กว่าๆ จนถึงวันนี้เกือบ 90 ปี การดำเนินการใดๆ จึงยิ่งต้องมีคำอธิบายทางกฎหมายที่ชัดเจนต่อพระสงฆ์ แม่ชี ผู้ปฏิบัติธรรม และประชาชนในพื้นที่

จากนี้ต้องจับตาคำตอบอย่างเป็นทางการจาก สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเลย ว่า กรมบังคับคดีมีอำนาจดำเนินการกับที่ดินลักษณะดังกล่าวเพียงใด และการเข้าปิดประกาศของกรมป่าไม้เป็นคนละกระบวนการกับการบังคับคดีหรือไม่

เพราะหากเป็นคนละกระบวนการ คำถามต่อไปที่กรมป่าไม้ต้องตอบก็คือ ใช้อำนาจใดในการปิดประกาศให้พระ-ชีและผู้ปฏิบัติธรรมออกจากพื้นที่ และขอบเขตพื้นที่ที่ต้องออกนั้นได้รับการชี้แนวเขตชัดเจนแล้วหรือยัง

นี่คือข้อสงสัยที่ไทกร พลสุวรรณ กำลังเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐออกมาตอบให้ชัด ก่อนที่ข้อพิพาทเรื่องที่ดินซึ่งลากยาวมาหลายสิบปีจะเดินไปสู่ขั้นตอนต่อไป

ขอบคุณข้อมูล : เพจ ไทกร พลสุวรรณ

#NEWS1 รายงาน