
กระทรวงการคลังมีแนวคิดผลักดันโครงการ **โซลาร์ภาคประชาชน** โดยเตรียมสนับสนุนค่าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สูงสุด **50,000 บาทต่อครัวเรือน** พร้อมประสานธนาคารของรัฐจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และเปิดโอกาสให้ประชาชนขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบ เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟและเพิ่มรายได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวเริ่มมีเสียงตั้งข้อสังเกตว่า **การส่งเสริมให้ประชาชนลงทุนหรือกู้เงินเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ จะเหมาะกับทุกครัวเรือนจริงหรือไม่** โดยเฉพาะครอบครัวที่สมาชิกออกไปทำงานและไปโรงเรียนในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่แผงโซลาร์เซลล์สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงสุด
หากบ้านไม่มีการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน ไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะถูกส่งขายคืนเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้า โดยปัจจุบันราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินอยู่ที่ประมาณ **2.20 บาทต่อหน่วย** ขณะที่ช่วงเย็นและกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่คนในบ้านกลับมาใช้ไฟฟ้า กลับต้องซื้อไฟจากการไฟฟ้าในอัตราปกติที่สูงกว่า จึงเกิดคำถามว่า **รายได้จากการขายไฟจะเพียงพอต่อการผ่อนชำระเงินกู้และทำให้การลงทุนคุ้มค่าหรือไม่**
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจำนวนมากมองว่า ความคุ้มค่าของโซลาร์เซลล์ไม่ได้อยู่ที่การขายไฟคืนรัฐเป็นหลัก แต่ขึ้นอยู่กับ **การนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้เองในช่วงกลางวัน** ยิ่งใช้ไฟได้มากเท่าใด ก็ยิ่งลดค่าไฟได้มากเท่านั้น ในทางกลับกัน หากผลิตไฟได้แต่ต้องขายคืนเกือบทั้งหมด ระยะเวลาคืนทุนก็อาจยาวนานขึ้น
ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อเสนอให้ภาครัฐจัดทำข้อมูลเปรียบเทียบต้นทุน ผลตอบแทน ระยะเวลาคืนทุน และรูปแบบการใช้ไฟฟ้าที่เหมาะสมของแต่ละครัวเรือนอย่างชัดเจน ก่อนผลักดันให้ประชาชนตัดสินใจกู้เงินหรือลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อให้สามารถประเมินความคุ้มค่าได้จากข้อมูลที่ครบถ้วน
โครงการโซลาร์ภาคประชาชนจึงเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่น่าจับตา เพราะแม้จะมีเป้าหมายช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชน แต่ยังมีคำถามสำคัญว่า **จะช่วยลดรายจ่ายได้จริงสำหรับทุกครัวเรือน หรือจะเหมาะเฉพาะบ้านที่มีการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันเป็นหลักเท่านั้น**
#NEWS1 รายงาน




