เว็บไซต์ **SONDHI TALK** เผยแพร่บทวิเคราะห์ความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งเพจ **“คุยทุกเรื่องกับสนธิ”** นำมาแชร์ต่อ ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ที่คนไทยคุ้นเคยมายาวนานภายใต้คำว่า **“จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”** ว่า วันนี้ความสัมพันธ์ดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ หลังเกิดหลายเหตุการณ์ที่สร้างความรู้สึกต่อสังคมไทย

บทวิเคราะห์ระบุว่า ไทยกับจีนมีความผูกพันกันมายาวนาน ทั้งในระดับประชาชน เศรษฐกิจ และการทูต คนเชื้อสายจีนที่เข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทยสามารถผสมกลมกลืนกับสังคมไทย ขณะที่ในระดับรัฐ แม้ทั้งสองประเทศมีระบบการเมืองแตกต่างกัน แต่ไม่มีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนโดยตรง ทำให้ความสัมพันธ์ดำเนินมาอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม SONDHI TALK วิเคราะห์ว่า ในระยะหลังภาพของคำว่า **“พี่น้องกัน”** เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อผลประโยชน์แห่งชาติและภูมิรัฐศาสตร์มีบทบาทมากขึ้น โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สร้างความรู้สึกต่อคนไทย คือท่าทีของจีนท่ามกลาง **ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา**

บทความยกกรณี **หวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา** ที่แสดงจุดยืนสนับสนุนอธิปไตยของกัมพูชาและย้ำความเป็นหุ้นส่วนระหว่างจีนกับกัมพูชา โดยมองว่า แม้จีนมีผลประโยชน์และความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับกัมพูชา โดยเฉพาะกรณี **ฐานทัพเรือเรียม** แต่ท่าทีดังกล่าวก็ถูกมองว่าอาจสร้างความรู้สึกไม่สบายใจให้กับฝ่ายไทยในช่วงที่ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชากำลังตึงเครียด

บทวิเคราะห์ยังกล่าวถึงความร่วมมือทางทหารและการจัดหาอาวุธจากจีนให้กัมพูชา พร้อมตั้งคำถามว่า เมื่อจีนมีความสัมพันธ์อันยาวนานกับไทยเช่นกัน การวางท่าทีต่อสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนระหว่างสองประเทศควรคำนึงถึงความรู้สึกและความสัมพันธ์กับไทยมากน้อยเพียงใด

อีกด้านหนึ่ง SONDHI TALK หยิบยกบทบาทของ **เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยคนใหม่** มาวิเคราะห์ จากหลายเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองจีนในประเทศไทย ทั้งกรณีนักท่องเที่ยวจีนมีปัญหากับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และเหตุที่เกี่ยวข้องกับแฟนคลับชาวจีน ซึ่งนำไปสู่การแสดงท่าทีจากสถานทูตจีน

บทความมองว่า การออกมาปกป้องพลเมืองของสถานทูตเป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ในบทบาททางการทูต แต่ท่าทีในบางกรณีกลับสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทย จน **สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ** ต้องออกมาแสดงความเห็น โดยเรียกร้องให้การทำหน้าที่ทางการทูตเป็นไปในลักษณะสร้างสรรค์และช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ **8 สิงหาคม** สถานทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกประกาศเรียกร้องพลเมืองจีนที่เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อร่วมกิจกรรมทางกีฬาและวัฒนธรรม ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบท้องถิ่น เคารพวัฒนธรรมและเจ้าหน้าที่ รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์กับคนไทยด้วยความเคารพ เป็นมิตร และเปิดกว้าง เพื่อร่วมกันรักษามิตรภาพอันยาวนานภายใต้แนวคิด **“จีนและไทยเป็นครอบครัวเดียวกัน”**

SONDHI TALK ยังมองว่า ความรู้สึกของคนไทยต่อจีนในช่วงหลังไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่มีหลายปัจจัยสะสม ทั้งปัญหา **“ทุนเทา-จีนเทา” พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนบางกลุ่ม ตลอดจนท่าทีของจีนในเวทีระหว่างประเทศที่ถูกมองว่าแข็งกร้าวมากขึ้น**

ในมิติทางเศรษฐกิจ บทความยังยกกรณี **การซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน** ซึ่งระบุว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า มาเป็นอีกหนึ่งประเด็นประกอบการตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

ท้ายที่สุด บทวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ **นายอนุทิน ชาญวีรกูล** นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ **สี จิ้นผิง** ประธานาธิบดีจีน จะยังเน้นย้ำความสัมพันธ์พิเศษและแนวคิด **“ครอบครัวเดียวกัน”** แต่ประเทศไทยอาจถึงเวลาต้องกลับมาประเมินความสัมพันธ์กับจีนด้วยความรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์และผลประโยชน์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ คำว่า **“จีนเปลี่ยนไป” และ “คำว่าพี่น้องเริ่มเลือนลาง”** เป็นกรอบความคิดเห็นและการวิเคราะห์ที่ปรากฏในบทความของ SONDHI TALK มิใช่การประกาศเปลี่ยนนโยบายต่อประเทศไทยอย่างเป็นทางการของรัฐบาลจีน

**ที่มา : SONDHI TALK / เพจคุยทุกเรื่องกับสนธิ**

#NEWS1 รายงาน