
การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของเยาวชนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยผลสำรวจและงานวิจัยหลายฉบับพบว่า เยาวชนจำนวนมากไม่ได้ใช้ AI เพียงเพื่อค้นหาข้อมูลหรือช่วยทำการบ้านเท่านั้น แต่เริ่มใช้เป็นที่ปรึกษาในเรื่องส่วนตัว และเป็นผู้รับฟังปัญหาในชีวิตประจำวันมากขึ้น
ข้อมูลจาก UNICEF ระบุว่า เยาวชนทั่วโลกกำลังใช้ AI ในอัตราที่เร็วกว่าหลายเท่าเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ และมีเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่หันไปขอคำแนะนำจาก AI เมื่อเผชิญปัญหาหรือความกังวลในชีวิต ขณะที่ผลสำรวจของ Pew Research Center พบว่า ผู้ปกครองจำนวนมากยังไม่ทราบว่าบุตรหลานใช้ AI อย่างไร และหลายครอบครัวยังไม่เคยพูดคุยเรื่องการใช้งาน AI ร่วมกันอย่างจริงจัง
ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและสุขภาพจิตมองว่า ประเด็นที่น่ากังวลไม่ใช่การใช้ AI แต่คือการที่ AI อาจเข้ามาแทนบทบาทของพ่อแม่ ครู หรือผู้ใหญ่ที่เยาวชนควรไว้วางใจ หากลูกเริ่มรู้สึกว่าการถาม AI ง่ายกว่า ได้รับคำตอบเร็วกว่า และไม่ถูกตัดสิน ก็อาจค่อย ๆ ลดการพูดคุยกับคนในครอบครัวลง ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านอารมณ์และความสัมพันธ์ในระยะยาว
ขณะเดียวกัน งานวิจัยยังพบว่า เยาวชนจำนวนไม่น้อยมีแนวโน้มเชื่อคำตอบของ AI มากเกินไป ทั้งที่ AI ยังสามารถให้ข้อมูลที่ผิดพลาดหรือไม่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละคนได้ หากขาดการตรวจสอบหรือการชี้แนะจากผู้ใหญ่ ก็อาจนำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้
นักวิชาการจึงเสนอว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การห้ามเยาวชนใช้ AI แต่คือการทำให้พ่อแม่ ครู และโรงเรียนเรียนรู้การใช้ AI ไปพร้อมกับลูก เปิดพื้นที่ให้ลูกกล้าพูดคุย รับฟังปัญหาโดยไม่ตัดสิน และสอนให้รู้เท่าทันข้อจำกัดของ AI เพื่อให้ AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยเรียนรู้ ไม่ใช่ผู้แทนความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือผู้ใหญ่ที่บุตรหลานควรพึ่งพา
หลายฝ่ายมองว่า หากสังคมไม่เร่งสร้าง AI Literacy ควบคู่กับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ภายในครอบครัว อาจทำให้เกิดช่องว่างระหว่างบุตรหลานกับผู้ปกครองมากขึ้น และกลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของสังคมยุคดิจิทัล
#News1 รายงาน




