นายสนธิ ลิ้มทองกุล แสดงความคิดเห็นถึงทิศทางของประเทศไทยท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยเสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยต้องกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์ของประเทศ ไม่ควรฝากอนาคตไว้กับทั้งจีนหรือสหรัฐฯ มากจนเกินไป แต่ต้องสร้างความสามารถในการ “พึ่งพาตนเอง” ให้ประเทศไทยยืนอยู่ได้ด้วยกำลังของตัวเอง

นายสนธิยกหลักธรรม “อัตตาหิ อัตตโน นาโถ” หรือ “ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน” มาเป็นหลักคิด พร้อมระบุว่า หากคนไทยสามารถรวมพลังและสร้างความเข้มแข็งของประเทศขึ้นมาเอง ประเทศมหาอำนาจก็จะต้องให้ความเคารพและเกรงใจประเทศไทยมากขึ้น

นายสนธิวิเคราะห์ว่า ยุทธศาสตร์ของจีนในภูมิภาคมีลักษณะคล้าย “การเล่นหมากล้อม” โดยจีนได้ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานไปยังประเทศรอบประเทศไทย ทั้งการลงทุนรถไฟในลาว รวมถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่แนบแน่นกับกัมพูชา

ขณะที่เวียดนามมีความแตกต่างออกไป เพราะสามารถรักษาจุดยืนและผลประโยชน์ของตัวเองได้ค่อนข้างมาก อีกทั้งมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์และความขัดแย้งกับจีนมาอย่างยาวนาน

ประเทศไทยจึงอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญ เพราะในอีกด้านหนึ่งก็มีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงมายาวนานกับสหรัฐฯ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง จีนก็เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเป็นคู่ค้ารายสำคัญของไทย

นายสนธิมองว่า จีนย่อมไม่ต้องการเห็นประเทศไทยเข้าใกล้สหรัฐฯ มากเกินไป แต่สิ่งที่ทำให้ตนเริ่มตั้งคำถามต่อท่าทีของจีน คือ บทบาทของจีนต่อกัมพูชา ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา

โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์ของจีนต่อกัมพูชา ซึ่งนายสนธิตั้งคำถามว่า หากวันหนึ่งอาวุธที่ผลิตโดยจีนถูกนำมาใช้กับประเทศไทย จีนจะมีจุดยืนต่อไทยอย่างไร

นายสนธิยังวิจารณ์ท่าทีของ หวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา จากกรณีถ้อยคำและท่าทีเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน โดยมองว่าบางพฤติการณ์ไม่เหมาะสมกับบทบาททางการทูต และอาจสร้างความรู้สึกว่าจีนกำลังให้น้ำหนักกับกัมพูชามากเกินไปในประเด็นที่กระทบผลประโยชน์ของประเทศไทย

พร้อมเสนอว่า หากจีนต้องการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคจริง สิ่งที่ไทยต้องการเห็นคือ ท่าทีที่ส่งเสริมการเจรจาและการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ มากกว่าการกระทำใดที่อาจถูกมองว่าเป็นการเพิ่มศักยภาพทางทหารให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

นายสนธิยังกล่าวถึงเสียงวิจารณ์ที่ตั้งคำถามว่า เหตุใดในอดีตตนจึงเคยมีท่าทีสนับสนุนหรือปกป้องจีนในหลายประเด็น แต่ปัจจุบันกลับวิพากษ์วิจารณ์จีนมากขึ้น โดยอธิบายว่า จุดยืนที่เปลี่ยนไปเกิดจากการประเมินพฤติกรรมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่การยึดติดว่าประเทศใดจะต้องถูกหรือผิดตลอดเวลา

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ประเทศไทยต้องเลือกจีนหรือเลือกสหรัฐฯ แต่คือประเทศไทยต้องเลือกผลประโยชน์ของตัวเองเป็นอันดับแรก

นายสนธิเสนอว่า การพึ่งพาตนเองไม่ได้หมายถึงการตัดความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ แต่ประเทศไทยต้องสร้างพื้นฐานของตัวเองให้แข็งแรง ทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และความสามารถของคนไทย เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางของประเทศได้โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือหรือยอมอยู่ภายใต้แรงกดดันจากประเทศอื่น

เพราะหากประเทศไทยมีความเข้มแข็ง มีความสามัคคี และสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐฯ หรือมหาอำนาจใด ก็ย่อมต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และท่าทีของประเทศไทยมากขึ้น

นี่จึงเป็นสารที่นายสนธิต้องการฝากไปถึงรัฐบาลว่า ไทยไม่ควรฝากอนาคตไว้กับการง้อหรือเลือกข้างมหาอำนาจ แต่ต้องกลับมาสร้างความสามารถในการยืนด้วยตัวเอง

“พึ่งพาตนเอง” จึงไม่ใช่เพียงหลักคิด แต่ในมุมมองของนายสนธิ คือทางรอดของประเทศไทยท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจในวันนี้

#NEWS1 รายงาน