
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า บูรณาการหน่วยงานพันธมิตรตรวจค้นอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 15 จุด พบพฤติการณ์ใช้คนไทยเป็นนอมินี ถือหุ้นในธุรกิจเกี่ยวกับการถือครองและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยตั้งธุรกิจเป็นนิติบุคคลไทยก่อน และแอบเปลี่ยนเป็นต่างชาติในภายหลัง จับพิรุธได้เพราะกรรมการไทยและต่างชาติไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มอบหมายให้ หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมทีมปราบนอมินี กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ลงพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ 10 สิงหาคม 2569 ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดยพลตำรวจเอกสำราญ นวลมา ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นการปฏิบัติงานเชิงรุกเพื่อตรวจค้นจับกุมผู้กระทำผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี ที่ใช้คนไทยให้ความช่วยเหลือสนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย
พบบริษัทเป้าหมายหลายราย จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลโดยใช้คนไทยเป็นกรรมการและร่วมถือหุ้น 100% จากนั้นในช่วงเวลาต่อมา ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นภายใน 6 เดือน โดยเอาชาวต่างชาติเข้ามาเป็นกรรมการร่วมกับกรรมการคนไทยทำให้สัดส่วนคนต่างชาติที่ถือหุ้นยังคงไม่ถึง 50% และสัดส่วนการถือหุ้นคนไทย (ที่เข้าข่ายนอมินี) อยู่ที่ 51% ทำให้นิติบุคคล ยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย จากการสืบสวน พบว่า ทั้งผู้ถือหุ้นคนไทยและต่างชาติ ไม่รู้จักและมีความเกี่ยวข้องกันมาก่อน ซึ่งผิดวิสัย ในการทำธุรกิจอย่างมาก
ปฏิบัติการครั้งนี้ ยังได้ตรวจค้นตามหมายค้น 15 จุด โดย สตช.มีหมายจับต่างชาติ 45 ราย หมายเรียกคนไทย 39 ราย จับกุมตามหมายจับได้แล้ว 13 ราย รวมทั้งสิ้น 33 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งบริษัททั้งหมดประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการถือครองและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์
พฤติการณ์ของนิติบุคคลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงการหลบเลี่ยงกฎหมาย โดยที่ผ่านมา มีช่องทางในการจดทะเบียนโดยใช้นอมินีคนไทยช่วยเหลือสนับสนุนให้ต่างชาติประกอบธุรกิจและถือครองอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ที่กรมฯ มีคำสั่งยกระดับมาตรการเพิ่มความเข้มข้นในการจดทะเบียนจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงนิติบุคคลที่จะอาศัยนอมินีได้ยากขึ้น ทำให้การจดทะเบียนที่ใช้คนไทยร่วมถือหุ้นกับคนต่างชาติ โดยคนต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% มีปริมาณลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบเพียง 5 รายเท่านั้น และแม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่สูงก็ตาม แต่กรมฯ ก็จะตรวจสอบ-เฝ้าระวังป้องกันการจดทะเบียนและการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบคนไทยหรือยึดครองอสังหาริมทรัพย์ของไทยไปอย่างแน่นอน
สำหรับความผิดในฐานใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) และผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งให้เลิกการประกอบธุรกิจหรือยุติการถือหุ้นที่ฝ่าฝืนกฎหมายได้






