สืบนครบาล 7 เปิดปฏิบัติการสกัดเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่กลางจังหวัดชัยนาท หลังแกะรอยขบวนการลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ ก่อนเข้าตรวจค้นรถกระบะคอกป้ายแดง พบ **ยาไอซ์ล็อตมหึมา 40 กระสอบ น้ำหนักรวม 1,000 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน** ซุกซ่อนอยู่ใต้กะหล่ำปลีที่นำมาใช้เป็นฉากอำพราง พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 4 ราย

ปฏิบัติการเกิดขึ้นช่วงเย็นวันที่ **8 สิงหาคม 2569** กองบังคับการตำรวจนครบาล 7 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7

ก่อนสั่งการให้ พ.ต.อ.อัษฎาวุธ ขวัญเมือง ผกก.สส.บก.น.7 นำกำลังชุดสืบสวน กก.สส.บก.น.7 เข้าสกัดกลุ่มผู้ต้องหาเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ บริเวณ **ปั๊มน้ำมันบางจาก ถนนนครสวรรค์–ชัยนาท ฝั่งขาเข้า ต.ท่าฉนวน อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท**

เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ทั้งหมด **4 ราย เป็นชาย 2 ราย หญิง 2 ราย อายุระหว่าง 36–48 ปี**

พร้อมตรวจยึดของกลางเป็น **ยาไอซ์ 40 กระสอบ น้ำหนักรวม 1,000 กิโลกรัม** และรถยนต์กระบะ Isuzu D-Max ป้ายแดง แบบกระบะคอก จำนวน 2 คัน

ที่น่าสนใจคือ วิธีการลำเลียงยาเสพติดล็อตนี้

ขบวนการไม่ได้ซุกยาไว้ในช่องลับของรถ แต่ใช้ **กะหล่ำปลีจำนวนมากบรรทุกปิดทับด้านบน** เพื่ออำพรางยาไอซ์ที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง ทำให้เมื่อมองจากภายนอก รถคันดังกล่าวมีลักษณะไม่ต่างจากรถกระบะขนส่งผลผลิตทางการเกษตรจากภาคเหนือทั่วไป

นอกจากนี้ ยังใช้รถกระบะป้ายแดงถึง **2 คัน** ในการปฏิบัติการ โดยคันหนึ่งทำหน้าที่ขับนำเพื่อสำรวจเส้นทาง ส่วนอีกคันเป็นรถบรรทุกกะหล่ำปลีซึ่งซุกซ่อนยาเสพติดไว้ด้านล่าง

แต่แผนอำพรางด้วยกะหล่ำปลีไม่สามารถตบตาชุดสืบสวนได้

เพราะการจับกุมครั้งนี้ไม่ใช่การสุ่มตรวจ แต่เป็นผลจากการสืบสวนขยายผลคดียาเสพติดขนาดใหญ่ที่ตำรวจติดตามเครือข่ายนี้มาอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ กก.สส.บก.น.7 ได้สืบสวนขยายผลจากคดีจับกุม **ยาบ้าประมาณ 8.99 ล้านเม็ดเมื่อเดือนมีนาคม** และการตรวจยึดยาบ้าอีกประมาณ **8 ล้านเม็ดช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์**

รวมเฉพาะของกลางจากสองคดีก่อนหน้าอยู่ที่เกือบ **17 ล้านเม็ด**

การขยายผลทำให้เจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลว่า มีเครือข่ายเตรียมลำเลียงยาเสพติดล็อตใหม่จากพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อนำลงมาส่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ชุดสืบสวนจึงติดตามความเคลื่อนไหวของรถเป้าหมายมาตามเส้นทาง **นครสวรรค์–ชัยนาท**

กระทั่งรถเป้าหมายเลี้ยวเข้าไปภายในปั๊มน้ำมันในพื้นที่ อ.มโนรมย์ เจ้าหน้าที่จึงเข้าประกบ แสดงตัว และขอตรวจค้น

เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบท้ายรถกระบะ ซึ่งมีกะหล่ำปลีจำนวนมากบรรทุกอยู่เพื่ออำพราง กลับพบสิ่งผิดปกติซุกซ่อนอยู่ด้านล่าง

เมื่อตรวจค้นอย่างละเอียด พบ **กระสอบบรรจุยาไอซ์จำนวนถึง 40 กระสอบ**

เมื่อนำมาชั่งน้ำหนักรวม พบยาไอซ์มากถึง **1,000 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน**

ถือเป็นยาเสพติดล็อตใหญ่ที่หากหลุดจากการสกัดในจังหวัดชัยนาทไปได้ ก็มีเป้าหมายเดินทางต่อเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ตามข้อมูลการสืบสวนและคำให้การเบื้องต้นของผู้ต้องหา

โดยผู้ต้องหาทั้ง 4 รายให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และระบุว่า **รับจ้างขนยาเสพติดจากภาคเหนือ เพื่อนำไปส่งในพื้นที่กรุงเทพฯ**

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา **“ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ”**

จากนั้นควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมยาไอซ์ 1 ตัน และรถกระบะป้ายแดง 2 คัน ส่งพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพื่อดำเนินคดีและขยายผลต่อไป

ส่วนคำว่า **“มูลค่ามหาศาล”** ในพาดหัวนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขประเมินมูลค่าของยาไอซ์ล็อตนี้อย่างเป็นทางการ จึงยังไม่ควรนำราคาต่อกิโลกรัมมาคำนวณแล้วระบุเป็นตัวเลข เนื่องจากมูลค่ายาเสพติดอาจแตกต่างกันอย่างมากตามพื้นที่และระดับของเครือข่ายการค้า

ประเด็นสำคัญหลังจากนี้จึงอยู่ที่การขยายผลว่า **ใครเป็นเจ้าของยาไอซ์ 1 ตัน ใครเป็นผู้ว่าจ้าง ใครเป็นผู้ส่งของจากภาคเหนือ และใครคือผู้รับปลายทางในกรุงเทพฯ**

โดยเฉพาะเมื่อเครือข่ายนี้ใช้รถกระบะป้ายแดงถึง 2 คัน แบ่งหน้าที่ทั้งรถนำทางและรถขนของ พร้อมนำกะหล่ำปลีมาปิดทับยาเสพติดเพื่ออำพรางการตรวจค้น

จากภายนอกดูเหมือนเป็นเพียง **รถขนกะหล่ำปลีจากภาคเหนือ**

แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านล่างกลับเป็น **ยาไอซ์ 40 กระสอบ น้ำหนักเต็ม 1 ตัน** ซึ่งกำลังถูกลำเลียงมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร ก่อนถูกสืบนครบาล 7 สกัดเอาไว้ได้ที่จังหวัดชัยนาท

จากนี้ต้องจับตาว่า การขยายผลยาไอซ์ล็อตมหึมาครั้งนี้ จะสามารถสาวไปถึง **นายทุน ผู้สั่งการ และเครือข่ายต้นทาง-ปลายทางที่อยู่เบื้องหลัง** ได้มากน้อยเพียงใด

**ขอบคุณข้อมูลและภาพ : Police News Varieties**

#NEWS1 รายงาน