เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้พื้นที่สาธารณะในจังหวัดภูเก็ต หลังมีการร้องเรียนถึงพฤติกรรมของกลุ่มเด็กและครอบครัวชาวเมียนมาในชุมชนแห่งหนึ่ง โดยมีข้อกล่าวหาว่า **เด็กชาวเมียนมาเข้ามาใช้สนามฟุตบอล ก่อนมีปัญหากับเด็กไทยในพื้นที่ ถึงขั้นไล่เด็กไทยออกจากสนาม** ขณะที่บริเวณสนามยังถูกพบว่ามีขยะถูกทิ้งไว้จำนวนมาก สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับคนในชุมชน

เรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเพจ **ภูเก็ตไทม์** ซึ่งระบุว่า ปัญหาไม่ได้มีเพียงการใช้สนามฟุตบอล แต่ยังมีข้อร้องเรียนเรื่องการทิ้งขยะและพฤติกรรมที่สร้างความรำคาญ จนท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ต้องลงพื้นที่เข้าว่ากล่าวตักเตือน

ตามข้อมูลที่เผยแพร่ ปัญหาเกิดขึ้นบริเวณสนามฟุตบอลที่เด็กในชุมชนใช้เป็นพื้นที่ออกกำลังกายและทำกิจกรรมร่วมกัน

แต่ภายหลังมีกลุ่มเด็กชาวเมียนมาเข้ามาใช้สนาม มีรายงานว่าเกิดการแย่งพื้นที่เล่นฟุตบอลกับเด็กไทย และมีพฤติกรรมไล่เด็กไทยออกจากพื้นที่ จนสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ปกครองและประชาชนในชุมชน

อีกปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพร้อมกันคือ **สภาพของสนามหลังการใช้งาน**

จากภาพที่ถูกนำมาเผยแพร่ พบขยะหลายชนิดถูกทิ้งกระจายอยู่บริเวณพื้นที่สนาม ทำให้เกิดคำถามว่า ใครเป็นผู้รับผิดชอบดูแลความสะอาด และเหตุใดพื้นที่ส่วนกลางที่เด็กและประชาชนในชุมชนต้องใช้ร่วมกันจึงถูกปล่อยให้อยู่ในสภาพดังกล่าว

เมื่อข้อร้องเรียนเพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและว่ากล่าวตักเตือน พร้อมย้ำเรื่องการอยู่ร่วมกันและการให้เกียรติประชาชนในพื้นที่

แต่เหตุการณ์นี้มีประเด็นใหญ่กว่าการทะเลาะกันของเด็กว่า **พื้นที่สาธารณะควรเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกันภายใต้กติกาเดียวกัน**

ไม่ว่าเด็กจะเป็นคนไทยหรือเป็นบุตรหลานของแรงงานต่างชาติ หากได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ดังกล่าว ก็ควรสามารถเล่นกีฬาและทำกิจกรรมร่วมกันได้โดยไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไปยึดพื้นที่หรือขับไล่อีกฝ่าย

ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองก็มีส่วนสำคัญในการกำกับดูแลบุตรหลาน โดยเฉพาะเรื่องการเคารพสิทธิของผู้อื่น การรักษาความสะอาด และการไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชน

สำหรับกรณีที่มีการร้องเรียนว่า **เด็กไทยถูกไล่ออกจากสนาม** นั้น หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่มีการร้องเรียน ย่อมเป็นเรื่องที่หน่วยงานผู้ดูแลพื้นที่ต้องเข้าจัดระเบียบ เพราะเด็กในชุมชนไม่ควรถูกกีดกันจากพื้นที่สาธารณะที่พวกเขามีสิทธิใช้ร่วมกับผู้อื่น

เช่นเดียวกับปัญหาขยะ หากตรวจสอบพบว่าเกิดจากผู้ใช้สนามกลุ่มใด ก็ควรให้กลุ่มดังกล่าวรับผิดชอบและกำชับไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ของบุคคลกลุ่มหนึ่ง **ไม่ควรถูกนำไปเหมารวมถึงแรงงานหรือชาวเมียนมาทั้งหมดในจังหวัดภูเก็ต** เพราะผู้ที่เข้ามาทำงานและพักอาศัยอย่างถูกต้อง ปฏิบัติตามกฎหมายและอยู่ร่วมกับชุมชนโดยไม่มีปัญหาก็มีเป็นจำนวนมาก

สิ่งที่หน่วยงานในพื้นที่ต้องตอบให้ชัดจึงไม่ใช่เพียงว่าใครเป็นคนไทยหรือใครเป็นชาวต่างชาติ แต่คือ **กติกาการใช้พื้นที่สาธารณะถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมหรือไม่**

เพราะภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีทั้งประชาชนในพื้นที่ แรงงานต่างชาติ และนักท่องเที่ยวจำนวนมาก การอยู่ร่วมกันจึงต้องตั้งอยู่บนหลักง่ายๆ คือ **เคารพกฎหมาย เคารพพื้นที่ส่วนรวม รักษาความสะอาด และไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น**

หากถึงขั้นเด็กในพื้นที่ถูกไล่ออกจากสนามที่ตัวเองเคยใช้เล่น ขณะที่สนามส่วนกลางกลับเต็มไปด้วยขยะ ก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานท้องถิ่นควรเข้าไปจัดการให้ชัดเจน เพื่อให้พื้นที่สาธารณะกลับมาเป็นพื้นที่ของชุมชนที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกันภายใต้กติกาเดียวกัน

**ขอบคุณข้อมูลและภาพ : ภูเก็ตไทม์**

#NEWS1 รายงาน