
สถานการณ์แนวชายแดนไทย–กัมพูชาบริเวณเขาพระวิหารกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงจากพื้นที่ปฏิบัติการว่า ในการสู้รบ **2 ครั้งที่ผ่านมา** ทหารไทยสามารถผลักดันทหารกัมพูชาที่เคยขึ้นมายึดพื้นที่บริเวณขอบหน้าผา ให้ถอยลงไปอยู่ด้านล่าง พ้นจากแนวพื้นที่ตาม **แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ที่ฝ่ายไทยยึดถือ**
ข้อมูลจาก **ผบ.ฉก.1** ระบุถึงสถานการณ์ตลอดแนวรบพระวิหารว่า ตั้งแต่ **ภูมะเขือ พลาญยาว จนถึงพลาญหินแปดก้อน** ปัจจุบันทหารไทยสามารถควบคุมพื้นที่ไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ หลังผ่านการปฏิบัติการท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบากและความเสี่ยงจากการสู้รบตามแนวชายแดน
ล่าสุด ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก นำโดย **พล.ต.วินธัย สุวารี รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก และโฆษกกองทัพบก** พร้อมคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลาง ลงพื้นที่หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี บริเวณ **พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ**
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ **ฉก.1 กกล.สุรนารี** ได้บรรยายสรุปสถานการณ์ รวมถึงข้อเท็จจริงจากพื้นที่ปฏิบัติการ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติภารกิจ ให้ **พล.ท.ปิยะพณห์ ฐิตวัฒนานนท์ แม่ทัพน้อยที่ 2** และคณะสื่อมวลชนรับทราบ
ด้าน พล.ต.วินธัย ระบุว่า **พลาญหินแปดก้อนเป็นพื้นที่สำคัญ เนื่องจากอยู่ใกล้ปราสาทพระวิหาร** แม้ปัจจุบันเส้นทางเข้าสู่พื้นที่ได้รับการพัฒนาและมีถนนแล้ว แต่สภาพพื้นที่ยังคงมีความยากลำบาก ทำให้การปฏิบัติการของทหารไทยในช่วงเหตุการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ได้เป็นภารกิจที่ง่าย
**“เป็นภารกิจที่ยาก แต่เราก็สามารถทำได้”** พล.ต.วินธัยกล่าว
อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญคือ **ทุ่นระเบิด** ซึ่งยังคงมีอยู่ในพื้นที่ โดยข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ หรือ TMAC ระบุว่า มีความพยายามเก็บกู้ทุ่นระเบิดมาตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบัน แต่ยังเหลือพื้นที่ที่ต้องดำเนินการอีกส่วนหนึ่ง ส่งผลต่อทั้งการบริหารจัดการพื้นที่และการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่
สำหรับสถานการณ์ชายแดน พล.ต.วินธัยยอมรับว่า ยังไม่สามารถบอกได้อย่างแน่นอน **100% ว่าจะไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก** แม้จากท่าทีโดยรวมโอกาสที่จะเกิดสถานการณ์อาจมีไม่มาก แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดขึ้น จึงยังจำเป็นต้องรักษาความพร้อมของกำลังพลอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถูกถามถึงความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาบริเวณเขาพระวิหาร พล.ต.วินธัยยืนยันว่า สถานการณ์ยัง **“ไม่เกินกว่าระดับความคาดหมาย”** และไม่ถึงขั้นสร้างความกังวล พร้อมย้ำว่า **“ทุกความเคลื่อนไหวก็อยู่ในสายตาเรา”** โดยฝ่ายความมั่นคงติดตามรายละเอียดในทุกจุด
ขณะที่ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ **แนวทางการใช้แผนที่ในการกำหนดเขตแดน** ซึ่งฝ่ายทหารไทยในพื้นที่ปฏิบัติการยึดถือแผนที่มาตราส่วน **1:50,000** ของฝ่ายไทย ขณะที่ประเด็นแผนที่ภายใต้กรอบ MOU43 ยังคงเป็นเรื่องที่ฝ่ายการทูตและกระทรวงการต่างประเทศต้องดำเนินการเจรจากับกัมพูชา
จึงต้องจับตาว่า **สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ** จะเดินเกมต่อไปอย่างไร เพื่อให้การดำเนินการในเวทีการทูตสอดรับกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อทหารไทยผ่านการสู้รบและยืนหยัดรักษาพื้นที่ตามแนวที่ฝ่ายไทยถือเป็นเขตอธิปไตย
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า ข้อมูลจากพื้นที่ **ไม่ได้ระบุว่ากองทัพไทยประกาศปฏิเสธ MOU43 ทั้งฉบับ** แต่สิ่งที่ปรากฏจากข้อมูลที่เปิดเผยคือ ทหารไทยในพื้นที่ใช้แผนที่ 1:50,000 เป็นหลักในการปฏิบัติ และไม่ได้ยอมรับแผนที่ของฝ่ายกัมพูชามาใช้เป็นเส้นกำหนดพื้นที่ฝ่ายเดียว
จากนี้จึงเป็นทั้งโจทย์ด้านความมั่นคงและการทูตว่า ไทยจะรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของประเทศอย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่กองทัพเองยอมรับว่า **ยังไม่มีหลักประกัน 100% ว่าความตึงเครียดจะไม่กลับมาเกิดขึ้นอีก**
**ที่มา : ข้อมูลการลงพื้นที่ ฉก.1 กกล.สุรนารี / เพจวาสนา นาน่วม**
#NEWS1 รายงาน




